Home   Taekwondo   Karate   Martial Art Shop  Costume Rental   Contact us Map   T. 089 179 9758, 089 145 9033  F. 02 895 1138 Auto email : lynn_ku56@yahoo.com

Bunny House Costume Rental - บ้านกระต่ายเช่าชุด

เช่าชุดฮันบก คาราเต้ เทควันโด ชุดแฟนซี ชุดแต่งงาน ติดต่อ สอบถาม โชว์รูม สาขาเตาปูน เพื่อนัดลองชุด รับชุด  ส่งชุด

  พัน โทร.
089 145 9033 หรือ หลิน โทร. 089 445 9033

เปิดให้ลอง หรือเช่าชุดตอนเวลา ยิมโซล เทควันโด สาขาเตาปูนเปิดค่ะ

เปิด วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 17.30-20.00

วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 14.00-18.00

 หยุดทุกวันอังคารค่ะ (กรุณานัดล่วงหน้า  1 วัน เผื่อเจ้าหน้าที่ลาหยุดน่ะค่ะ)  ดูชุดบางส่วนได้ตามหน้าต่างๆ ค่ะ

Korean      Japanese      Chinese    Wedding     Fancy     Fashion

คำแนะนำ

ทุกชุดผ่านการทำความสะอาด อบความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อ และรีดไว้แล้ว

แต่หากเกิดรอยยับจากการขนส่ง หรือเดินทาง ในบางจุดเช่นลายเพ้นท์ควรใช้ที่รีดไอน้ำ

เนื่องจากบางชุดเป็นการเพ้นท์สี หรือปั๊มทองจึงไม่สามารถรีดด้วยเตารีดธรรมดาทั้งตัวได้

ลูกค้าควรมาเลือกไว้ก่อน เพื่อลองไซส์ หรือโทรสอบถาม หลิน 089 445 9033

ถึงขนาดของแต่ละชุดที่อยู่ในเวป เพราะที่ร้านมีมากกว่าที่เห็นอีกเยอะค่ะ

มีมากกว่า 500 ชุด ให้เลือก

อัตราค่าเช่าชุด

  ทุกชุดค่าชำระมัดจำ 1000 บาท เมื่อส่งชุดคืนจึงหักค่าเช่า (ค่าส่ง ค่าปรับ ถ้ามี) ออกจากค่ามัดจำ

พิเศษ !! หากเช่าจำนวนมากสามารถลดค่ามัดจำรวมได้ค่ะ

ประเภท จำนวนชิ้น ราคา/ 5 วัน
ประจำชาติเกาหลี หญิง ผ้าแก้ว  3 250
ประจำชาติเกาหลี หญิง ผ้ามัน  3 350
ประจำชาติเกาหลี ชาย  2 200
หมวกคลุมศีรษะ เกาหลี  1 20/ใบ
ประจำชาติจีน หญิง และ ชาย (กี่เผ้า และ โบราณ) 1 200
ประจำชาติญี่ปุ่น หญิง และ ชาย (ยูกาตะ และ โบราณ) 2 250
ชุดแฟนซียาว ชุดราตรี  ชุดแต่งงานสมัยใหม่ 1 300-500
ชุดแต่งงานเกาหลี หญิง  5 450
ชุดระบำหน้าท้อง 2 200
ชุดเทควันโด ยูโด คาราเต้
 ( ฟรีสายสี หากเช่าสายดำ เพิ่ม 50  บาท)
3 ผ้าธรรมดา  200

ผ้าลาย   250

ฉลองปีใหม่สามารถเช่าใช้ชุดได้ 5 วัน (โดยนับจากวันรับชุด วันใช้ และวันคืนชุด) หากเกินกว่านั้น

 เกินจาก 5 วัน คิดเพิ่มอีกวันละ 20 บาท  (ปกติจะคิดเพิ่มอีกวันละ 50 บาท)

ผู้เช่าไม่ต้องทำความสะอาด หรือรีดคืน ทางร้านจะทำความสะอาดชุดเอง

หากชุดเกิดการเสียหายหลังจากการใช้งาน จะคิดค่าปรับตามจริง

ในกรณีต้องการเช่าชุดมากกว่า 5 วัน แต่ไม่เกิน 15 วัน จะคิดค่าเช่า ไม่เกิน 1 เท่า ของราคาชุด

เช่น ต้องการเช่าชุดกิโมโน หญิง 1 ชุด มารับชุดวันที่ 1/2/2553   คืน 14/2/2553

ค่าเช่าชุดละ 250 บาท ใช้ 14 วัน

ชำระเมื่อวันรับชุด 1000  ซึ่งจะเป็นเงินค่ามัดจำ  750  บาท ค่าเช่า 250  ค่าปรับ  10 วัน จึงเป็นเงินค่าเช่า 250+200=450 บาท ดังนั้นเมื่อลูกค้ามาชุดคืน จะได้รับเงินคืน 550 บาทค่ะ

บริการพิเศษ

- บริการส่งทางไปรษณีย์

ทางร้านบริการส่งชุดให้เช่าทางไปรษณีย์ โดยจะนับจากวันที่ส่งถึงมือลูกค้า โดยที่ทางลูกค้าจะต้องเสียค่าขนส่งไปและกลับเอง รวมถึงค่าธรรมเนียมบรรจุภัณฑ์ (ควรเผื่อวันด้วยนะคะ โดยเฉพาะช่วงเทศกาล)

-บริการส่งถึงที่

ค่าขนส่ง 150 บาท/เที่ยว/การขนส่ง ในกรุงเทพ ละแวก บางบอน พระราม ๒ สยาม สุขุมวิท ทองหล่อ บางบัวทอง ตลิ่งชัน วิภาวดี

ในการส่งทางขนส่งต่างจังหวัด หรือทางไปรษณีย์ทางร้านจะชาร์จค่าขนส่งเพิ่ม ในบริการขนส่งไปยังไปรษณีย์หรือร้านรถขนส่ง/การเช่า 1 ครั้ง อีก 150

สงสัยโทรมาสอบถามได้นะคะ

ความรู้เรื่องการแต่งกายชุดต่างๆ คัดลอกจากเวปอื่นๆ ค้นจาก google.com

Hanbok Kimono  Taekwondo    

Hanbok

ส่วนประกอบของฮันบกจะมีดังนี้

저고리 (ชอ-โก-รี)

คือเสื้อนอกท่อนบนของผู้หญิงที่มีความยาวระดับอก แขนยาวถึงข้อมือ (นี่อาจจะเป็นต้นแบบของแฟชั่นแจ็คเก็ตสั้นครึ่งตัวในสมัยนี้) ในสมัยก่อนชอโกรีมีความยาวถึงประมาณเอว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชอโกรีก็ค่อยๆสั้นขึ้น จากเอวมาที่อก จนกระทั่งขึ้นไปเหนือเต้านม

ส่วนชอโกรีของผู้ชาย 남자 저고리 (นัม-จา ชอ-โก-รี) ต่างตรงที่เสื้อยาวถึงเอว

 

วิธีผูกโครึม (고름) ที่ชอโกรี

1. โครึมจะมีเส้นสั้นและเส้นยาว

2. ให้เอาเส้นที่สั้นทับด้านบนเส้นที่ยาวเป็นลักษณะคล้ายกากบาท

3. สอดเส้นสั้นเข้าที่ช่องว่างตรงกลางดึงขึ้นไปด้านบน

4. พลิกเส้นสั้นกลับลงมา ใช้มือข้างหนึ่งจับที่ต้นเส้นสั้น และมืออีกข้างหนึ่งดึงปลายเส้นสั้นไปทางด้านข้างออกจากตัว ให้เกิดช่องว่าง

5. พับเส้นยาวครึ่งหนึ่งแล้วสอดไปทางช่องว่างของเส้นสั้น

6. สอดเส้นสั้นลงไปด้านล่างของเส้นยาว ดึงให้ตึง จัดให้ความยาวพอดีกัน

7. เสร็จเรียบร้อย

 

치마 (ชี่-มา)

เป็นกระโปรงของผู้หญิงที่ปกปิดร่างกายต่อจากชอโกรี มีความยาวคลุมถึงข้อเท้า

속치마 (ซก-ชี่-มา)

กระโปรงชั้นในสำหรับผู้หญิง ใส่ไว้ชั้นในสุด

.

바지 (พา-จี)

กางเกงของผู้ชาย มีความยาวคลุมถึงข้อเท้าเช่นเดียวกัน

วิธีผูกแทนิม (대님) ที่ปลายพาจี

1. ดึงกลีบตรงกลางพาจีออกไปด้านหน้าให้ตึง

2. พับและพันกลีบไปด้านข้างหันออกจากลำตัว ดึงให้ตึง แน่น พอดีกับข้อเท้า

3. พันสายแทนิมไปรอบข้อเท้า 2 รอบ

4. ผูกแทนิมเหมือนริบบิ้นหรือโบว์ทั่วไป

5. ให้โบว์อยู่ด้านข้างเข้าหาลำตัว

6. เสร็จเรียบร้อย

.

두루마기 (ทู-รู-มา-กี)

เป็นเสื้อนอกขนาดยาวเลยเข่า มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ใส่เมื่อออกไปข้างนอกหรือเพื่อสร้างความอบอุ่นในหน้าหนาวและถ้าเป็นขุนนางหรือชนชั้นสูงศักดิ์ก็จะใส่ไว้ตลอด

 

마고자 (มา-โก-จา)

เป็นฮันบกอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม ต่างกับชอโกรีตรงที่คอปกเสื้อไม่ทับซ้อนกัน

เป็นมาโกจาของผู้ชายจะมีความยาวเลยเอว

ส่วนมาโกจาของผู้หญิงสั้นกว่าของผู้ชายหน่อยคือเกือบถึงเอว

조끼 (โช-กี)

เป็นแจ็คเก็ตแขนกุดสวมทับชอโกรีอีกทีนึง ใส่ในโอกาสและเทศกาลต่างๆ

.버선 (พอ-ซอน)

เป็นถุงเท้าสำหรับชุดฮันบก ดูแล้วป้อมๆสั้นๆเหมือนเท้าเด็กดีเนอะ

꽃신 (กด-ชิน)

หลังจากใส่ถุงเท้าแล้ว ก็ต้องทับด้วยไอ้นี่เลย เป็นรองเท้าสำหรับชุดฮันบกของผู้หญิง จะมีลายดอกไม้อยู่รอบๆรองเท้า

 

아얌 (อา-ยัม)

เป็นหมวกสำหรับผู้หญิง ใส่กับชุดฮันบก มีหางยาวไปถึงหลัง ไว้ป้องกันความเหน็บหนาว

.

갓 (คัด)

เป็นหมวกสำหรับผู้ชาย ทรงสูง มีสายรัดใต้คาง สีดำโปร่ง ส่วนใหญ่จะเป็นขุนนางหรือผู้ที่ทำงานอยู่ในวังใส่กัน ถ้าใครดูแดจังกึม ก็อาจจะเห็นหมวกอันนี้อยู่บ่อยๆ

เวลาที่ใส่คัด ผู้ชายก็จะทำผมทรงซังทู (상투) คือม้วนเป็นก้อนกลมๆไว้บนกระหม่อม (อุนจิอ๊ะป่าว?) แล้วก็มีผ้าคาดหัวด้วยล่ะ

비녀 (พี-นยอ)

ปิ่นปักผมของผู้หญิง ไว้ปักมวยผมด้านหลัง ความยาวและวัสดุที่ใช้จะขึ้นอยู่กับสถานะและบรรดาศักดิ์ของแต่ละคน

떨잠 (ตอล-จัม)

เป็นปิ่นประดับผม ใช้กับทรงนางพญาพ่นไฟอ่ะ 55 คือทรงที่อยู่ในรูปด้านล่าง จะมีหัวใหญ่ๆ ประดับอย่างสวยงามด้วยเพชรนิลจินดา ผู้ที่ใส่คือ ผู้หญิงในราชวงศ์ เช่น เจ้าหญิงและพระชายา

.

노리개 (โน-รี-แก)

เป็นเครื่องประดับที่ไว้ห้อยติดกับชอโกรี จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า ในเรื่องแดจังกึม มีอยู่ตอนนึงพระเอกซื้อโนรีแกให้นางเอกด้วย คงประมาณที่ห้อยมือถือในสมัยนี้อ่ะนะ

.

ชุดฮันบกในโอกาสต่างๆ

ชุดวันเกิดของเกาหลีนี่เค้าไม่โป๊น้า ไม่ธรรมดา ตระการตา อล่างฉ่าง สีสันสดใส คัลเลอร์ฟูลมั่กมาย อันนี้เป็นชุดครบรอบวันเกิด 1 ปีที่เรียกว่าทล (돌) มีเสื้อหลายชิ้น หลายชั้น เครื่องประดับก็ยั้วเยี้ยในวันครบรอบก็จะมีการจัดงานเลี้ยงให้ด้วย

.

ส่วนในวันแต่งงาน ชุดฮันบกก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน ในรูปนี่เค้ามีการผสมผสานแฟชั่นสมัยใหม่เค้าไปด้วย ดูดิ กระโปรงงี้เป็นระบายหลายชั้นฟูฟ่องฟู่ฟ่า แล้วก็มีฉกดูรี (족두리) ซึ่งเป็นหมวกสำหรับใส่ในงานแต่งงานของผู้หญิง เค้าก็มีการติดผ้าคลุมข้างหลังให้ด้วยนะ แนวสุดๆ

.

ชุดเทควันโด


กิโมโน (「着物」, kimono, – คิโมะโนะ)

ชุดกิโมโน
       ดูเหมือนว่าชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นประเทศใด จะทึ่งสตรีญี่ปุ่นที่ใส่ชุด กิโมโน กันมากหรือแม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก ทั้งนี้เป็นเพราะชาวญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่จะแต่งกายแบบสากล ผู้ที่สวมกิโมโนในชีวิตประจำวันก็จะมีเพียงผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับศิลปะญี่ปุ่นแต่โบราณเท่านั้น หรือไม่ก็อาจจะสวมเฉพาะในงานพิธีต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานฉลองการบรรลุนิติภาวะ งานปีใหม่ ฯลฯ เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ที่สามารถสวมชุดกิโมโนได้เองจึงมีน้อย ถึงขนาดจัดเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของ “การเตรียมตัวเพื่อเป็นเจ้าสาว” ของสตรี

     กิโมโนประกอบด้วยเสื้อนางางิ (長着) ซึ่งมีลักษณะเป็นคลุมขนาดยาวที่มีแขนเสื้อที่มีความกว้างมาก และสายโอบิ(帯)ซึ่งใช้รัดเสื้อคลุมนี้ให้อยู่คงที่ ชุดกิโมโนทั้งของหญิงและชายเมื่อใส่แล้วจะพรางรูปของผู้สวมใส่ไม่ให้เห็นสัดส่วนที่แท้จริง ชุดกิโมโนของผู้หญิงโสดเป็นกิโมโนแขนยาว ลวดลายที่นิยมคือลายดอกซากุระ กิโมโนของผู้หญิงแต่งงานแล้วจะเป็นกิโมโนแขนสั้นสีไม่ฉูดฉาดมาก

ประวัติชุดกิโมโน

       กิโมโน หรือชุดแต่งกายของชาวอาทิตย์อุทัย มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยเฮอันหรือตรงกับค.ศ.794-1192 หรือพ.ศ.1337-1735 ก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นสมัยนารา (ค.ศ.710-794) ชาวญี่ปุ่นนิยมแต่งชุดท่อนบนกับท่อนล่างเหมือนกันหรือไม่ก็เป็นผ้าชิ้นเดียวกันไปเลย

      พอมาถึงสมัยเฮอันซึ่งถือเป็นช่วงเริ่มต้นการใส่กิโมโนชาวญี่ปุ่นพัฒนาเทคนิคการตัดชุดเสื้อผ้าด้วยการตัดผ้าเป็นเส้นตรง เพื่อให้ง่ายต่อมาสวมใส่ หยิบมาคลุมตัวได้ทันที ทั้งยังเป็นชุดที่เหมาะกับทุกสภาพอากาศ ถ้าหนาวๆใช้ผ้าหนา ถ้าเป็นฤดูร้อนก็เปลี่ยนไปใช้ผ้าบางๆ  ความสะดวกสบายนี้ทำให้ชุดกิโมโนแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วโดยในวงการแฟชั่นสมัยนั้นผู้ตัดเย็บก็จะคิดหาวิธีที่ทำให้ชุดกิโมโนมีสีสัน ผสมผสนานกันด้วยสีต่างๆ ให้เหมาะกับสภาพอากาศและชนชั้นทางสังคม ถือว่าเป็นช่วงที่ชุดพัฒนาในเรื่อง “สี” มากที่สุด

     ในยุคคามาคุระ (ค.ศ.1192-1338) และยุคโรมาจิ (ค.ศ.1338-1573) ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะนิยมใส่ชุดกิโมโนที่สีสันแสบทรวง ยิ่งเป็นนักรบจะต้องยิ่งใส่ชุดที่สีฉูดฉาดมากๆเพื่อแสดงถึงความเป็นผู้นำบางครั้งเรียกว่าไปแข่งแฟชั่นกันในสนามรบกันเลยทีเดียว

     ต่อมาในยุคเอโดะ (ค.ศ.1600-1868) ช่วงที่โชกุนโตกูกาวาปกครองญี่ปุ่น โดยให้ขุนนางไปปกครองตามแคว้นต่างๆ นั้นในช่วงนี้นักรบซามูไรแต่ละสำนักจะแต่งตัวแบ่งแยกตามกลุ่มของตัวเอง เรียกว่าเป็น “ชุดเครื่องแบบ” เลยด้วยซ้ำ

     ชุดที่ใส่นี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ชุดกิโมโน ชุดคามิชิโม ตัดเย็บด้วยผ้าลินินใส่คลุมชุดกิโมโนเพื่อให้ไหล่ดูตั้งและกางเกงขายาวที่ดูเหมือนกระโปรงแยกชิ้น ชุดกิโมโนของซามูไรจำเป็นต้องเนี้ยบมาก ดังนั้นจึงเป็นช่วงที่พัฒนากิโมโนไปอีกขั้น จนเป็นผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง

     สมัยต่อมาในยุคเมจิ (ค.ศ.1868-1912) ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากต่างชาติรุนแรงมาก ชาวแดนปลาดิบจึงเริ่มเปลี่ยนไปใส่เสื้อสากลมากขึ้น และจะใส่ชุดกิโมโนเมื่อถึงงานที่เป็นพิธีการ

200px-wedding_kimono

 A traditional wedding kimono

200px-uchikake

A traditional red
Uchikake kimono with cranes

 

 

 

       kimono กับ yukata แตกต่างกันอย่างไร ?
kimono มีหลายชั้นเวลาใส่ต้องมีความชำนาญ เนื้อผ้าทำจากผ้าไหมราคาแพง ส่วน yukata ส่วนใหญ่ทำจากผ้าฝ้าย และสามารถสวมใส่ได้ในฤดูร้อนมักใช้ในงานเทศกาล มาดูเครื่องแต่งกายแบบญี่ปุ่น

kimono01s
kimono
shiromaku03s
shiro maku
uchikake02s
uchikake
obis
obi
yukata03s
yukata
nagajugan01s
nagajugan
gi01s
gi
hakama05s
hakama
haori03s
haori
michiyuki02s
michiyuki
samue01ssamue02s
samue
getas
geta

ส่วนประกอบของกิโมโน

kimono

yuki – แขนเสื้อ doura – ซับในส่วนบน sodetsuke – แนวตะช่องแขนเสื้อ
ushiromigoro – เส้นแบ่งส่วนหลัง fuki – ชายกิโมโน sode – แขนเสื้อ
uraeri – ปกเสื้อด้านใน okumi – แผ่นคอเสื้อด้านหน้า miyatsukuchi – ช่องเปิดใต้แขน
furi – ชายใต้แขนเสื้อ tomoeri – ปกเสื้อ eri – ปกเสื้อ
susomawashi – ตะเข็บ maemigoro – สาบเสื้อด้านหน้า tamoto – โพลงใต้แขนเสื้อ

 

Nagajugan – ชุดชั้นในสำหรับกิโมโน ใช้สวมใต้กิโมโน ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวเนื้อผ้าบางเบา

nagajugan01nagajugan02

Uchikake – ใช้สวมทับกิโมโนเมื่อต้องทำพิธีรีตองอย่างเป็นทางการ เช่น พิธีแต่งงาน เป็นต้น

uchikake05uchikake02uchikake03

uchikake06uchikake04shiromaku04

Shiro-maku – (shiro = ขาว , maku = บริสุทธิ์) กิโมโนสำหรับใส่ในงานแต่งงาน

shiromaku02shiromaku01shiromaku031

        เมื่อพูดถึงเครื่องนุ่งห่มของชาวญี่ปุ่น หลายคนต้องนึกถึงชุด กิโมโน (KI MONO) แต่ชาวญี่ปุ่นจะสวมชุดกิโมโน ในโอกาสสำคัญบางโอกาส คือ พิธีบรรลุนิติภาวะ, งานแต่งงาน และพิธีเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษา เท่านั้น นอกจากนั้นส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่นิยมใส่กิโมโนไปในพิธี แต่โดยทั่วไปแล้วมักใส่ชุดเช่นเดียวกับชาวยุโรปทั่วไป ซึ่งชุดต่าง ๆ เหล่านี้ ถูกนำเข้าที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคสมัยเมจิ (MEIJI ERAS) นับจากนั้นมาเสื้อผ้าแบบฝรั่งกลับเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นมากกว่ากิโมโน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่วัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง จะนิยมใส่ยีนส์กันมาก กิโมโน ถือว่าเป็นชุดญี่ปุ่น (WAFUKU) เป็นเสื้อผ้าที่ตัดเป็นเส้นตรงเย็บจากผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าไม่ว่าจะเป็นคนสูง – เตี้ย – อ้วน – ผอม สามารถใส่ชุดกิโมโนได้สบายได้สบาย ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นข้อดีของกิโมโนเพราะตัดเพียงขนาดเดียวสามารถนำมาใส่ได้หมาะสมกับรูปร่างคนใส่ได้ทั้งหมด

ชุดกิโมโนอาจมีกำเนิดมาเช่นเดียวกับ ผ้า FUROSHIKI ซึ่งนำมาใช้ห่อของ แต่กลับนำมาห่อหุ้มร่างกาย แต่ชุดกิโมโนชุดใหญ่ที่นำมาใส่ในพิธีสำคัญ เช่น พิธีแต่งงาน พิธีบรรลุนิติภาวะ เป็นชุดที่มีราคาแพงมากบางชุดมีมูลค่าสูงเป็นหลายล้านเยนทีเดียว ดังนั้นการเลือกสีและลายจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก เนื่องจากว่าต้องสามารถนำชุดที่มีราคาแพงมาใส่ได้แม้ว่าเวลาผ่านไปหลายปี และผู้ใส่มีอายุสูงขึ้นแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันนี้กิโมโนแทบจะไม่มีผู้ใส่แล้วเนื่องจากใส่ยาก, ใส่แล้วอึดอัด ต้องคอยระมัดระวังไม่สามารถทำตัวตามสบายได้ รวมถึงราคาสูงมาก เป็นต้น แต่ชุดกิโมโนที่ยังมีอยู่นิยมใส่อยู่คือ ชุด YUKATA

ชุด YUKATA เป็นชุดกิโมโนประเภทหนึ่งทำด้วยผ้าฝ้ายสำหรับใส่ในฤดูร้อน เมื่อเทียบกับชุดกิโมโนอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ตัดเป็นผ้าไหมแล้ว ชุดยูกาตะมีราคาถูกสามารถซักทำความสะอาดได้ง่าย จึงมีผู้นิยมใส่กันอยู่ โดยเฉพาะเด็ก ๆ แทบจะทุกคนเคยสวมชุดยูกาตะ รำวงญี่ปุ่นที่เรียกว่า “BON ODORI” ในตอนสวมชุดกิโมโน ต้องสวมถุงเท้าที่เรียกว่า “ZORI” และรองเท้าเกี๊ยะ ที่เรียก “GETA” “สวมใส่ยูกาตะต้องสวม GETA” ในอดีตจนถึงราวทศวรรษที่ 1950 ชาวญี่ปุ่นสวมรองเท้าเกี๊ยะกับเสื้อผ้าทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาแม้ในเมืองจะพบเห็นร้านขายรองเท้าเกี๊ยะ และมีคนขายนั่งทำรองเท้าเกี๊ยะอยู่ในร้านด้วยแต่ในปัจจุบันนี้ร้านรองเท้าเกี๊ยะแทบจะไม่ได้พบเห็นหลังจากวัฒนธรรมจากตะวันตกเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น ได้เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นให้หายไปทีละน้อย จนแทบจะไม่สามารถพบเห็นกันได้ง่าย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หน้าเสียดายมาก

Yukata – กิโมโนสำหรับใส่ในฤดูร้อน หรือใส่ลำลอง

yukata

โอบิ, รองท้อง (geta) , ถุงเท้า

ass

       Haori - เสื้อแจ็คเก็ตสำหรับสวมทับกิโมโน ใส่ได้ทั้งชายและหญิง มักจะสวมเมื่อต้องออกไปข้างนอก เนื่องจากกิโมโนราคาแพงจึงต้องสวม Haori เพื่อป้องกันกิโมโนเปื้อน สาบเสื้อด้านหน้าจะไม่ผูกให้ชนกัน แต่จะมีเชือกสำหรับผูกอยู่ด้านหน้า

Haori – เสื้อแจ็คเก็ต สำหรับสวมทับกิโมโน

ha

Michiyuki – เป็นเสื้อสำหรับสวมด้านนอกเช่นกัน ลักษณะการใช้งานจะคล้ายกับ Haori จะแตกต่างกันตรงคอเสื้อจะเป็นรูปสี่เหลี่ยม

mic

gi – เสื้อที่ใส่คู่กับ hakama สำหรับผู้ชาย gi นั้นใช้สวมเป็นเสื้อเมื่อเล่นกีฬาต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็น kendo, judo, ยิงธนู, akido เป็นต้น

gi

Hakama – กางเกง สามารถใส่ได้ทั้งหญิงและชาย ใช้สวมใส่ลำลอง หรือพิธีการ
หรือแม้แต่ใช้ในการแข่งขันกีฬาไม่ว่าจะเป็น kendo, ยิงธนู ฯลฯ

hakama

Samugi (Samue) เป็นเครื่องแต่งกายที่ทำจากผ้าฝ้าย สวมใส่สบาย ใช้สวมใส่ขณะทำงานที่อาจจะต้องมีเหงื่อ เช่น งานเสิร์ฟอาหาร, ทำสวน, ออกกำลังกาย หรือบางคนก็ใส่อยู่บ้านก็ได้ ในสมัยก่อนเป็นเครื่องแต่งการของพระแต่ปัจจุบันนิยมสวมใส่ในคนทั่วไป

samugi

วิวัฒนาการของชุดกิโมโน
ชุดกิโมโน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ชุดยาว (เหมือนชุดติดกันผ่าหน้าในปัจจุบันแล้วเอามาทบกันที่ด้านหน้าและผูกด้วยผ้าคาดเอวที่เรียกว่า โอะบิ) ยกเว้นพวกเสื้อคลุม หรือเสื้อโค๊ต ลักษณะชุดยาวดังกล่าวถูกประดิษฐ์ขึ้นในสมัยนะระ และใช้เป็นชุดชั้นในมาโดยตลอดจนกระทั่งถึงสมัยเฮอัน หลังจากนั้นได้มีการนำมาสวมใส่เป็นชุดภายนอกให้เข้ากับกางเกงที่เรียกว่า ฮะคะมะ และถูกดัดแปลงให้ง่ายขึ้น เหมือนกับชุดกิโมโนในปัจจุบัน สวมใส่กันทั้งหญิงและชายในสมัยมุโระมะฉิ เมื่อมาถึงสมัยเอะโดะได้มีการนำชุดกิโมโนไปสัมพันธ์กับการแสดงฐานะทางชนชั้นในระบบขุนนาง ชุดกิโมโนจึงเริ่มมีข้อบังคับที่หลากหลายขึ้นโดยเฉพาะผู้ชาย ตัวอย่างเช่น ชุดกิโมโนผ้าขาวเรียบอนุญาตให้ใส่ได้เฉพาะบุตรชายคนโตของไดเมียวที่เกิดกับภรรยาหลวงเท่านั้น และทหารทั่วไปห้ามใส่ชุดกิโมโนผ้าไหม ( ผ้าซาติน ) ส่วนชาวบ้านจะใส่ผ้าป่านหรือผ้าฝ้าย แต่เมื่อคนทั่วไปมีฐานะร่ำรวยขึ้น ความอิสระในการแต่งกายก็เริ่มมีมากขึ้นตั้งแต่ปลายสมัยเอะโดะเป็นต้นมา เมื่อเข้าสมัยเมจิการแต่งกายแบบสากลก็เริ่มแพร่หลายจากเชื้อพระวงศ์ไปสู่ทหาร ข้าราชการ และเหล่านักศึกษาตามลำดับ และในที่สุดก็แพร่หลายกันโดยทั่วไป