คำว่า"
เท
ควัน
โด"
มาจากคำในภาษาเกาหลี
Meaning of Taekwondo
"Tae" meaning foot
"Kwon" meaning hand
"Do" meaning art, thinking
Meaning of Taekwondo, therefore, is "art of using hand and foot"
n1.จงรักภักดีต่อประเทศชาติของตน
BE
FAITHFUL TO YOU COUNTRY
n2.
เคารพพ่อแม่
ครูอาจารย์และผู้มีพระคุณ
HONOUR YOUR MASTERS AND PARENTS
n3.
ซื่อตรง
จริงใจต่อเพื่อน
BE
HONESTS TO YOUR FRIENDS
n4.
อย่าทำร้ายผู้อื่น
โดยไม่จำเป็น
DO
NOT HARM OTHERS UNNECESSARILY
n5.
อย่าท้อถอยต่อเหตุการณ์ทั้งปวง
NEVER RETREAT
+++++++++++++++++++++++++++++++++
1.ให้ความเคารพผู้อาวุโส
RESPECT THE SENIOR
2.กระทำตนให้ดีที่สุดอย่างสม่ำเสมอ
ALWAYS DO YOUR BEST
3. ตัดสินเหตุการณ์ด้วยความระมัดระวังและถูกต้อง
JUDGE CAREFULLY AND CORRECTLY
TKD is taught in graduated steps of preparatory exercises; basic and
fundamental; defesive, offensive, kicking and conditioning excersises. Emphasis
is placed on controlled accuracy and focuses on the ability to pull back all
offensive techniques. The student is very closely and attentively supervised as
he learns each new skill. TKD skills can be divided into three major divisions:
ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการของเทควันโด
เทควันโดเป็นศิลปะการต่อสู้ประจำชาติเกาหลีซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน จนอาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ของเทควันโด ก็คือ ประวัติศาสตร์ของชนชาติเกาหลีนั่นเอง เรื่องราวในอดีตที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของเทควันโด อาจแบ่งออกได้เป็น 4 ยุค ได้แก่ ยุคบรรพกาล ยุคกลาง ยุคใหม่ และยุคปัจจุบัน
1. เทควันโดยุคบรรพกาล
มนุษย์โดยธรรมชาติแล้วย่อมมีสัญชาติญาณในการปกป้องตนเองและเผ่าพันธุ์ จึงพยายามที่จะพัฒนาความสามารถในการต่อสู้อยู่ตลอดเวลา ในสมัยที่มนุษย์ยังไม่มีอาวุธก็ต้องใช้การต่อสู้กันด้วยมือเปล่า และแม้เมื่อมนุษย์สามารถประดิษฐ์อาวุธขึ้นใช้แล้วก็ยังคงอาศัยการฝึกฝนการต่อสู้ด้วยมือเปล่าในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย นอกจากนี้ยังนำมาประลองแข่งขันเป็นการแสดงความสามารถโอ้อวดกันในงานประเพณีต่าง ๆ เช่น การเฉลิมฉลองหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว หรือในที่ชุมนุมชนในโอกาสสำคัญอื่น ๆ เป็นต้น
ชนชาติเกาหลี สืบเชื้อสายมาจากชาวเผ่ามองโกล ซึ่งอพยพย้ายถิ่นจากใจกลางทวีปเอเชียมายังคาบสมุทรเกาหลีนานกว่า 2,000 ปีมาแล้ว เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวมองโกลก็คือ ความชำนาญ และผูกพันกับการขี่ม้า การใช้ชีวิตบนหลังม้า รวมถึงการต่อสู้บนหลังม้าด้วย เนื่องจากต้องเลี้ยงสัตว์และเดินทางไปในทุ่งหญ้าและพื้นที่อันทุรกันดารเป็นระยะทางไกล ๆ ทางตอนเหนืออยู่เสมอ ส่วนประชาชนในพื้นที่ทางตอนใต้อันอุดมสมบูรณ์กว่า ได้ยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และทิ้งชีวิตบนหลังม้าไป สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยให้พัฒนาการของวิธีการต่อสู้ของนักรบทางภาคเหนือ และภาคใต้ของเกาหลีมีความแตกต่างกัน ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
ภูมิศาสตร์ของคาบสมุทรเกาหลีนั้นมีความสำคัญยิ่งทางยุทธศาสตร์ เพราะเป็นสะพานเชื่อมและอยู่กึ่งกลางระหว่างแผ่นดินจีนทางตะวันตก มองโกลทางตะวันตกเฉียงเหนือ รัสเซียทางเหนือ และหมู่เกาะญี่ปุ่นทางทิศตะวันออก ซึ่งต่างก็พยายามแผ่อำนาจและผลัดกันยึดครองดินแดนผืนนี้อยู่เสมอ ประวัติศาสตร์ของเกาหลีจึงเต็มไปด้วยการรบพุ่ง ต่อสู้แย่งชิง และปกป้องบ้านเมืองของตนมาตลอด
ในยุคเริ่มแรกของอารยธรรมเกาหลี ( ประมาณ 50 ปีก่อนคริสตกาล ) นั้น ปรากฏว่าได้มีการแบ่งแยกดินแดนออกเป็น 3 อาณาจักร ได้แก่ โคกุลเยอ ทางภาคเหนือ เบคเจทางภาคใต้ และซิลลาทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ อาณาจักรทั้งสามต่างก็พยายามชิงความเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว จึงพยายามเสริมสร้างกำลังกองทัพและฝึกฝนทหารของตนให้มีความเข้มแข็งอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โคกุลเยอ และซิลลา ได้สร้างกองทัพนักรบหนุ่มขึ้น เรียกว่า “ ชูอิโซนิน ” และ “ ฮวารังโด ” ตามลำดับ ซึ่งมีการฝึกฝนการต่อสู้ด้วยมือและเท้า รวมถึงการใช้อาวุธนานาชนิด
กล่าวถึงอาณาจักรโคกุลเยอทางเหนือ ซึ่งมีเขตแดนติดต่อกับจีน จึงต้องพัฒนากำลังทหารไว้ป้องกันประเทศ นักรบในกองกำลังชูอิโซนินนี้เรียกว่า “ ซอนเบ ” ซึ่งประวัติศาสตร์กล่าวว่าพวกซอนเบนี้จะอยู่รวมกันเป็นหมู่เหล่า มีการศึกษาประวัติศาสตร์ และศิลปะต่าง ๆ นอกเหนือจากวิชาการต่อสู้ และยังใช้เวลาในยามสงบช่วยพัฒนาบ้านเมืองด้วยการสร้างถนนและป้อมปราการต่าง ๆ วิชาการต่อสู้ของพวกซอนเบนี้เรียกว่า “ เทคเคียน ” ซึ่งมีลักษณะเด่นที่การใช้เท้าเตะ เนื่องจากในการขี่ม้าจะต้องใช้มือข้างหนึ่งควบคุมสายบังคับม้า และอีกข้างหนึ่งถืออาวุธและธนู จึงเน้นการใช้เท้าในการต่อสู้และช่วยในการทรงตัวบนหลังม้า หลักฐานภาพวาดตามฝาผนังในสุสานโบราณหลายแห่งแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้และทักษะต่าง ๆ ของเทคเคียน ซึ่งนอกจากจะใช้ในการรบแล้ว ยังนิยมใช้เป็นท่ากายบริหาร และยังนำมาเป็นเกมกีฬาที่นิยมประลองกันในโอกาสต่าง ๆ กันอีกด้วย
ส่วนอาณาจักรซิลลาทางตอนใต้ ก็ถูกรุกรานจากโคกุลเยอทางตอนเหนือ และเบคเจทางตะวันตก จึงต้องเสริมสร้างกองทัพที่เข้มแข็งไว้เช่นกัน โดยมีนักรบฮวารัง ซึ่งมีกฎระเบียบการปกครองและการฝึกฝนทักษะการต่อสู้คล้ายคลึงกับพวกซอนเบ การคัดเลือกชายหนุ่มเข้ามาเป็นฮวารังนั้นจะต้องมีการทดสอบฝีมือการต่อสู้ได้แก่ การฟันดาบ มวยปล้ำ ขี่ม้า และการต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่เรียกว่า “ ซูบัก ” ซึ่งเน้นการใช้ทักษะของมือเป็นหลัก เนื่องจากชาวซิลลามีความผูกพันกับพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก วัดโบราณในเมืองเกียงจูซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรซิลลาจึงมีรูปปั้นยักษ์ทำหน้าที่ทวารบาล ( คึมกัง ย็อกซ่า ) แสดงท่าต่อสู้ซึ่งมีท่ามือที่คล้ายคลึงกับ เทควันโดในปัจจุบัน
แม้จะมีรากฐานความเป็นมาแตกต่างกัน แต่ทั้งเทคเคียน และซูบัก ก็เริ่มมีการผสมผสานกลมกลืนกันโดยเทคเคียน ได้เผยแพร่จากอาณาจักรโคกุลเยอเข้ามาในอาณาจักรซิลลา เมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 และได้รับความนิยมแพร่หลายไปสู่สามัญชนทั่วไป อาณาจักรซิลลาเริ่มมีความเข้มแข็งกว่าอาณาจักรอื่น ๆ โดยมีขุนพลฮวารังที่มีชื่อเสียง เช่น คิมยูซิน และ คิมชุนชู เป็นกำลังสำคัญในการรบ เพื่อรวบรวมอาณาจักรทั้งสามในคาบสมุทรเกาหลีให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้สำเร็จในปี ค.ศ. 676 (พ.ศ. 1219) และราชวงศ์ซิลลายังปกครองดินแดนเกาหลีต่อมาอีกเกือบ300 ปี
2. เทควันโดยุคกลาง
ในสมัยราชวงศ์คอร์โย ซึ่งปกครองประเทศเกาหลีต่อจากราชวงศ์ซิลลา ในระหว่างปี ค.ศ.918 – 1392 มีการพัฒนารูปแบบการฝึกเทคเคียนและซูบักอย่างเป็นระบบ และใช้ในการทดสอบเพื่อคัดเลือกทหารเข้ากองประจำ การด้วย มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่แสดงว่าวิชาการต่อสู้ด้วยมือเปล่านี้ได้พัฒนาถึงขั้นใช้เป็นอาวุธฆ่าคนในสงครามได้จริง ทักษะความสามารถในการต่อสู้ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญในการเลื่อนยศและตำแหน่งของทหาร ( จึงเป็นที่มาของการจัดระบบแบ่งระดับสายในเทควันโด คล้ายกับชั้นยศทหารในกองทัพ : ผู้เรียบเรียง ) มีการบันทึกถึงระบบกติกาการต่อสู้แข่งขันคล้ายกับกีฬาในปัจจุบัน ในการทดสอบพละกำลัง นักรบชื่อ ลียี่หมิน ใช้กำปั้นข้างขวาชกที่เสาและสามารถทำให้หลังคาสั่น สะเทือน
จนกระเบื้องมุงหลังคาหล่นลงมาแตกกระจาย เขาสามารถชกทะลุกำแพงที่ก่อด้วยดินเหนียว และในการประลองเขาชกเข้าที่กระดูกสันหลังของคู่ต่อสู้ซึ่งทำให้ถึงกับเสียชีวิต จึงถือได้ว่าผู้ฝึกวิชาการต่อสู้ด้วยมือเปล่าสามารถทำการต่อสู้เทียบเท่ากับการใช้อาวุธสังหารทีเดียว กษัตริย์ในราชวงศ์นี้ทรงโปรดการประลองต่อสู้เพื่อคัดเลือกทหารเป็นอย่างยิ่ง มีการจัดการประลองตามหัวเมืองต่าง ๆ ที่เสด็จไปประภาสให้ทอดพระเนตรอยู่เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายราชวงศ์ได้มีการนำอาวุธปืนเข้ามา ใช้ในกองทัพ และทำให้บทบาทของการประลองต่อสู้ด้วยมือเปล่าลดความสำคัญลงไปมาก
3. เทควันโดยุคใหม่
ในยุคนี้ ราชวงศ์โชซัน ปกครองประเทศเกาหลีจาก ค.ศ. 1392 – 1910 ต่อจากนั้นเกาหลีจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นจนถึงปี ค.ศ. 1945 ราชวงศ์โชซันปกครองประเทศด้วยลัทธิขงจื้อ ซึ่งปฏิเสธพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ และให้ความสำคัญแก่ศิลปะการต่อสู้น้อยกว่างานทางด้านวรรณกรรม การประลองฝีมือเพื่อคัดเลือกทหารเข้าประจำการยังคงมีอยู่ แต่ได้รับความสนใจจากกษัตริย์น้อยลงมาก บ้านเมืองจึงเริ่มอ่อนแอลง จนเมื่อเกาหลีถูกรุกรานจากญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1592 พระเจ้าเจียงโจ จึงได้รื้อฟื้นศิลปะการต่อสู้ขึ้นมาขนานใหญ่ มีการจัดทำตำรามาตรฐานวิชาการต่อสู้ที่เรียกว่า “ มูเยโดโบ ทองจิ ” ซึ่งในเล่มที่ 4 มีภาพประกอบและได้กล่าวอธิบายถึงการเคลื่อนไหว ต่อเนื่องซึ่งมีลักษณะคล้ายท่ารำพุมเซ่ในปัจจุบัน มีการสอนวิชาการต่อสู้ให้กับเยาวชน คล้ายกับเป็นกีฬาหรือการละเล่นชนิดหนึ่ง
เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครองประเทศเกาหลี การฝึกวิชาการต่อสู้กลายเป็นสิ่งต้องห้าม จึงต้องแอบฝึกและมีการถ่ายทอดกันมาอย่างลับ ๆ เฉพาะในหมู่ลูกหลานเท่านั้น จนเมื่อประเทศญี่ปุ่นแพ้สงคราม โลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1945 ประเทศเกาหลีจึงได้รับอิสรภาพอีกครั้ง แต่จากการที่ทางการญี่ปุ่นได้คุมขังและทรมาน ตลอดจน สังหารชาวเกาหลี ไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้สืบทอดวิชาการ ต่อสู้เหลือเพียงจำนวนน้อยมากจนเป็นที่หวั่นเกรงกันว่าจะสาบสูญไป อีกทั้งญี่ปุ่นยังได้พยายามกลืนวัฒนธรรมของเกาหลีด้วยการบังคับให้ชาวเกาหลีฝึกคาราเต้ และยูโดแทน
4. เทควันโดยุคปัจจุบัน
ภายหลังจากที่ได้รับอิสรภาพ ได้มีความพยายามที่จะฟื้นฟูศิลปะการต่อสู้ของเกาหลีขึ้นมาใหม่ ปรมาจารย์ ซองดุคคิ ได้แสดงวิชาเทคเคียนให้ประธานาธิบดี ลีซึงมาน ชมในงานฉลองวันเกิดของท่าน ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากวิชาคาราเต้ ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้มีการก่อตั้งสำนัก ( โดจัง ) ขึ้นหลายแห่ง แต่ก็อยู่ได้อย่างไม่มั่นคงนัก จนเมื่อเกิดสงครามเกาหลี และประเทศเกาหลีถูกแบ่งแยกออกเป็นสองประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ( เกาหลีเหนือ ) ซึ่งปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์แบบรัสเซีย และ สาธารณรัฐเกาหลี ( เกาหลีใต้ ) ซึ่งปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา สภาพทางเศรษฐกิจในเกาหลีใต้จึงเริ่มฟื้นตัว บรรดานักประวัติศาสตร์และปรมาจารย์เจ้าสำนักต่าง ๆ โดยการนำของนายพล เชฮองฮี ได้ร่วมมือกันก่อตั้งสมาคมเทควันโดแห่งสาธารณรัฐเกาหลีได้เป็นผลสำเร็จในปี ค.ศ. 1954 ในช่วงสั้น ๆ จากปี ค.ศ. 1961 - 1965 สมาคมได้เปลี่ยนไปใช้ชื่อสมาคมเทซูโดแทน แต่ก็เปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อเทควันโดเช่นเดิมอีก กีฬาเทควันโดเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายอีกครั้ง มีการจัดการแข่งขันขึ้นทั้งในระดับประถมศึกษา, มัธยมศึกษา และระดับมหาวิทยาลัย รวมทั้งได้บรรจุในหลักสูตรการฝึกทหารของกองทัพ ในสงครามเวียดนาม ทหารเกาหลี ซึ่งร่วมรบอยู่ในกองทัพของสหรัฐได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการต่อสู้ด้วยมือเปล่าในระยะประชิดตัว จึงได้รับความสนใจจากนานาประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา คุณค่าของเทควันโดได้เป็นที่ประจักษ์ในฐานะที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศเกาหลี ประธานาธิบดี ปาร์คจุงฮี จึงได้ประกาศยกย่องให้เทควันโดเป็นกีฬาประจำชาติ ( คุคคิ เทควันโด ) ในปี ค.ศ. 1971 ( พ.ศ. 2514 ) ซึ่งจุดเด่นของเทควันโด นอกจากจะเป็นการฝึกฝนพละกำลังทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างและพัฒนาบุคลิกภาพให้แก่เยาวชนอีกด้วย
ในปี ค.ศ. 1972 รัฐบาลเกาหลีได้สถาปนาสำนัก “ คุคคิวอน ” ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการสอบขึ้นทะเบียนสายดำ และเผยแพร่กีฬาเทควันโดไปทั่วโลก โดยมี ดร.อุนยองคิม ผู้แทนรัฐบาลเป็นประธาน มีการจัด การแข่งขันเทควันโดในระดับต่าง ๆ มากถึง 350 ครั้งในปีนั้น รวมทั้งการแข่งขัน เทควันโดชิงแชมป์โลกครั้งที่ 1 ด้วย นอกจากนั้นเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพของบุคลากรผู้ฝึกสอนเทควันโด จึงได้มีการจัดตั้งวิทยาลัยเทควันโดโลกขึ้นมาเป็นหน่วยงานย่อย มีหน้าที่เฉพาะด้านการฝึกอบรม และจัดทำตำราเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
เทควันโด ได้รับความนิยมเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วทั่วโลก ทั้งในหมู่ทหาร ตำรวจ และนักเรียนนักศึกษา ในปี ค.ศ. 1977 มีจำนวนสายดำในประเทศเกาหลีถึง 3,620,000 คน และอีก 160,000 คนทั่วโลก ทีมนักแสดงสาธิตเทควันโดทีมชาติเกาหลี ได้มีส่วนสำคัญในการเผยแพร่เทควันโด และเกียรติภูมิของประเทศเกาหลีให้เป็นที่รู้จักทั่วไป
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ปี 1973 มีการประชุมผู้แทนสมาคมเทควันโดจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจำนวน 50 ประเทศ และมีมติให้ก่อตั้งสหพันธ์เทควันโดโลกขึ้น โดยมี ดร.อุนยองคิม เป็นประธานสหพันธ์อีกเช่นกัน ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกถึง 157 ประเทศ และยังคงเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ สหพันธ์มีหน้าที่ดูแลการแข่งขันเทควันโดชิงแชมป์โลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก ๆ 2 ปี และยังมีการจัดตั้งสหพันธ์เทควันโดแห่งเอเซีย และทุกทวีป ซึ่งจะจัดการแข่งขันระดับภูมิภาค ทุก ๆ 2 ปี สลับกับการแข่งขันชิงแชมป์โลก
นอกจากนั้น เทควันโด ยังได้รับการรับรองจากสถาบันต่าง ๆ ดังนี้
1. ค.ศ. 1975 สหพันธ์เทควันโดโลกได้เข้าเป็นสมาชิกของ สมาคมสหพันธ์กีฬาสากล ( GAISF )
2. ค.ศ. 1976 เป็นสมาชิกของสภากีฬาทหารโลก ( CISM )
3. ค.ศ. 1979 ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการโอลิมปิคสากล ( IOC )
4. ค.ศ. 1982 ได้รับการบรรจุเป็นกีฬาสาธิตในโอลิมปิคเกมส์ ( กรุงโซล 1988 )
5. ค.ศ. 1984 ได้รับการบรรจุเป็นกีฬาสาธิตในเอเชียนเกมส์ ( กรุงโซล 1986 )