คัดลอกบทความดีๆ มาจาก http://www.thaifitway.com หาอ่านได้เพิ่มจากเวปดังกล่าวนะคะ
 
โปรตีนสำหรับนักกีฬา

เล่นกล้าม เพิ่ม เมตาบอลิซึม

อุปสรรคใหญ่ในการออกกำลังกาย

เตรียมการก่อนเริ่มฟิต
 
มาฟิตกันดีกว่า
โปรตีนสำหรับนักกีฬา
 
มักเป็นประเด็นโต้เถียงกันอยู่เสมอว่า โปรตีนมีความจำเป็นสำหรับนักกีฬามากน้อยเพียงไร เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าโปรตีนมีบทบาทหน้าที่ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่เมื่อมีกระแสของการรณรงค์ให้กินอาหารประเภทพืชผักให้มากขึ้น และกินเนื้อสัตว์ให้ลดน้อยลง ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพของนักกีฬาก็ได้

บทบาทหน้าที่ของโปรตีน

โปรตีนเป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน โดยโปรตีน 1 กรัม จะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรต แต่โดยทั่วไปร่างกายจะนำโปรตีนไปช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยในการเจริญเติบโต แต่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่มีการเสื่อมสลาย มากกว่าการที่จะนำโปรตีนไปใช้ในการให้พลัง ซึ่งนับเป็นกลยุทธที่มีความสำคัญ เพราะร่างกายสามารถนำ สารอาหารชนิดอื่นมาให้พลังงานทดแทนโปรตีนได้ แต่การที่นำสารอาหารชนิดอื่นไปช่วยเสริมสร้าง และซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆนั้นทำได้ยาก

ด้วยเหตุนี้เราจึงสนับสนุนให้เด็กกินอาหารที่มีโปรตีนให้เพียงพอ และมีคุณภาพดี เพื่อช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตสมวัย ส่วนผู้ที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุยังจำเป็นต้องได้รับโปรตีน ให้เพียงพอเช่นกัน เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอหรือเสื่อมสลาย เพียงแต่ความต้องการจะลดน้อยลงกว่าในวัยเด็กที่กำลังเจริญเติบโต

จากบทบาทหน้าที่ของโปรตีนดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้เชื่อกันว่าผู้ที่ใช้กำลังหรือใช้แรงมาก เช่น ผู้ที่ต้องใช้แรงงาน หรือนักกีฬาน่าจะต้องการโปรตีนมากขึ้นเช่นกัน เพราะต้องการทั้งพลังงานและจำนวนกล้ามเนื้อที่จะช่วยเพิ่มพลัง และเป็นที่มาของความพยายามที่จะให้นักกีฬาได้รับอาหารที่มีโปรตีน จำนวนมากจนน่าตกใจ

ความเป็นมาของการจัดอาหารโปรตีนสำหรับนักกีฬา

ในการศึกษาย้อนยุคไปสมัยกรีกโรมัน พบว่า อาหารของนักกีฬาโอลิมปิกในสมัยนั้นประกอบด้วยอาหารจากสัตว์อยู่บ้าง แต่มีปริมาณน้อย ซึ่งส่วนใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำนมจากแพะ เนยแข็ง(cheese) และเนยสด (butter) ส่วนอาหารจากเนื้อสัตว์ประเภทอื่น มักนิยมกินกันเฉพาะในโอกาสพิเศษ

ในช่วงศตวรรษที่ห้า ได้มีการเพิ่มอาหารเนื้อสัตว์ เช่น อาหารประเภทปลาสด ปลาแห้ง มกขึ้นตามลำดับ และประกอบกับนักกีฬาที่ได้กินอาหารเนื้อสัตว์มากขึ้นได้รับชัยชนะ ในการแข่งขันกีฬามากขึ้นเช่นกัน จึงทำให้เกิดความเชื่อว่า น่าจะเป็นผลมาจากโปรตีน โดยในครั้งนั้นยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างจริงจังว่า สาเหตุที่นักกีฬาได้รับชัยชนะเป็นเพราะการฝึกซ้อม หรือเป็นเพราะความสามารถเฉพาะตัวของนักกีฬา หรือเป็นเพราะหลายๆ สาเหตุร่วมกัน

ความเชื่อเรื่องโปรตีนว่าจะช่วยเพิ่มสมรรภาพของนักกีฬาได้ มีผลต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน บางครั้งจึงมีการกล่าวเปรียบเปรยว่า "ให้กินเนื้อกวางเพื่อให้วิ่งเร็วเหมือนกวาง" หรือ "ให้กินเนื้อแพะเพื่อให้กระโดดสูงเหมือนแพะ" หรือ "ให้กินเนื้อวัวเพศผู้เพื่อให้มีพลังเหมือนวัวตัวผู้" หรือ แม้แต่เปรียบเปรยว่า "นักกีฬาไทยกินข้าวกับปลาทู ไฉนเลยจะสู้นักกีฬาต่างชาติที่กินเนื้อสเต๊กได้" ทำให้หลายคนลืมคิดไปว่า การที่จะทำให้นักกีฬามีสมรรถภาพ การเล่นกีฬาที่ดียังมีปัจจัยอื่นที่สำคัญอีกหลายอย่าง อาหารเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง แต่เวลาเดียวกัน ต้องอาศัยการฝึกซ้อมอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง มีอุปกรณ์ที่เหมาะสม มีการตรวจสอบติดตามผลการฝึกซ้อม มีผู้ให้การสนับสนุนให้คำแนะนำ มิใช่ปล่อยให้นักกีฬาของประเทศอื่นไม่ได้เท่าที่ควร

ได้มีการศึกษาอาหารของนักกีฬาบางประเภท เช่น นักกีฬายกน้ำหนัก ซึ่งนักกีฬาประเภทนี้จะสังเกตเห็นได้ว่า มักเป็นผู้ที่มีรูปร่างกำยำ มีกล้ามเป็นมัดๆ เห็นได้ชัดเจน อาหารของนักกีฬาพบว่าเป็นอาหารประเภท เนื้อ นม ไข่ ให้โปรตีนมากจนน่าตกใจ คือ ให้โปรตีนมากถึง 600-700 กรัมต่อวัน หรือเทียบได้ประมาณ 6.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือเท่ากับ 6-7 เท่าของปริมาณโปรตีนที่แนะนำให้บริโภค

นอกจากนี้ยังพบว่านักกีฬาบางคนยังบริโภคอาหารเสริม ที่ให้โปรตีนเพิ่มอีก เช่น อาจเป็นอาหารเสริมประเภท นม ไข่ หรือถั่วเหลือง หรือบางคนอาจดื่มเครื่องดื่มโปรตีน ที่มีการย่อยสลายเป็นกรดอะมิโนแล้ว

จากการศึกษาทดลองหลายครั้งได้ผลที่น่าเชื่อถือว่า พลังงานส่วนใหญ่ที่ใช้ในการ เล่นหรือแข่งขันกีฬามาจาก คาร์โบไฮเดรตและไขมัน โปรตีนช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ส่วนความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อนั้นเกิดจากการฝึกซ้อมที่เหมาะสม

สิ่งสำคัญสำหรับการกินอาหารสำหรับนักกีฬา คือ ให้กินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน ให้ได้รับโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม ให้เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ ส่วนที่อาจปรับให้มีปริมาณมากขึ้น น่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต เพราะมีความสัมพันธ์กับการใช้พลังงาน ทำให้ไม่อ่อนเพลียหรือหมดแรงได้ง่ายๆ

ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมสำหรับนักกีฬา

คนปกติต้องการโปรตีนที่แนะนำสูงกว่าคนปกติเล็กน้อย เช่น สำหรับคนอเมริกันแนะนำให้นักกีฬาให้ได้รับ 1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ในขณะที่คนปกติได้รับโปรตีนวันละ 0.8 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สำหรับคนไทยซึ่งยังมีความเสี่ยงต่อการได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ด้วยเหตุนี้สำหรับคนไทยจึงได้แนะนำให้ได้รับประมาณ 1-1.5 กรัม/ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

ปริมาณโปรตีนที่แนะนำให้บริโภคใช้การคำนวณจากน้ำหนักตัว ด้วยเหตุที่นักกีฬาส่วนใหญ่มักมีร่างกายกำยำ น้ำหนักตัวมักมากกว่าคนทั่วไป ปริมาณอาหารที่กินจึงมีปริมาณมากตามกันไปด้วย แต่สัดส่วนของโปรตีน เมื่อคำนวณต่อน้ำหนักตัวใกล้เคียงกับคนปกติทั่วไป ถ้าจะสูงกว่าก็สูงกว่าเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของกีฬา ว่าต้องใช้กำลังของกล้ามเนื้อมากน้อยเพียงไร

การได้รับโปรตีนในปริมาณสูงๆ นอกจากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แล้ว ยังจะมีผลทำให้ตับและไตต้องทำงานมากขึ้น เพราะต้องทำหน้าที่ ในการกำจัดของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญโปรตีนออกจากร่างกาย

การเลือกอาหารที่ให้โปรตีนสำหรับนักกีฬา

ควรเลือกอาหารที่โปรตีนที่มีคุณภาพดี มีปริมาณเพียงพอ แหล่งอาหารโปรตีนที่ดีได้แก่ อาหารจากเนื้อสัตว์ นม ไข่ ส่วนอาหารจากพืชที่มีโปรตีนที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง และอาหารจากถั่วเมล็ดแห้ง เช่น เต้าหู้ นม เต้าหู้หรือนมถั่วเหลือง และสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ จะต้องได้รับสารอาหารชนิดอื่นครบถ้วนด้วย ดังนั้นการกินอาหาร ให้ครบทั้ง 5 หมู่ จึงมีความจำเป็นด้วยเช่นกัน

 

เล่นกล้าม เพิ่ม เมตาบอลิซึม

เมตาบอลิซึม คือกระบวนการในสิ่งทั้งหลายที่เราทำ หรือที่เกิดขึ้นในร่างกายเรา ที่ต้องใช้พลังงานจากอาหารที่เรากินเข้าไป เช่น การหายใจ การคิด การย่อยอาหาร การเต้นของหัวใจ เดิน หรือการเล่นกีฬา กิจกรรมที่ใช้พลังงานเหล่านี้นี่เอง จะเป็นตัวกำหนดว่าคน จะอ้วน จะผอม จะเหลือไขมันพอกพูนอยู่ในร่างกายมากน้อยแค่ไหน

เมื่อคุณอายุราวๆ 30 ปี เมตาบอลิซึม ของร่างกายจะเริ่มลดลงราว 5 % ต่อปี นั่นหมายความว่า ถ้าคุณกินอาหารเท่าเดิม แต่คุณก็อ้วนขึ้นๆ จนต้องเปลี่ยน ไซด์ เสื้อผ้าให้ใหญ่ขึ้น เมื่อเรายิ่งอายุมากขึ้นมวลกล้ามเนื้อในร่างกายเรามันลดลง ทั้งนี้เป็นเพราะเราออกกำลังกายน้อยลง

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ คาดคะเนว่า ทุกๆ 1 ปอนด์ของกล้ามเนื้อที่หายไป ทำให้การเผาผลาญพลังาน ลดลงไป 30 แคลอรี่ต่อวัน ผู้หญิงตอนอายุไกล้หมดประจำเดือน จะสุญเสียมวลกล้ามเนื้อไปราวครึ่งปอนด์ต่อปี แต่พอหมดประจำเดือนแล้วจะสูญเสียราว 2 เท่า ยิ่งถ้าเป็นคนที่ไม่ออกกำลังกายด้วยแล้ว พออายุ 65 ปี ก็อาจสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไปถึงครึ่งหนึ่ง ของที่เคยมีตอนยังสาว ทำให้ความสามารถในการเผาผลาญอาหารลดลง วันละ 200-300 แคลอรี่เป็นผลให้อ้วนง่าย

การเพิ่มการเผาผลาญพลังงานไขมันเมื่อเราอายุมากขึ้นที่ ง่ายๆ คือ การเพิ่มการออกกำลังกายโดยการเล่นกล้าม ไม่แนะนำให้ไปวิ่งไปเดิน เพราะแม้เป็นสิ่งดี แต่ก็เป็นเพียงการใช้กล้ามเนื้อเฉพาะบางมัดเท่านั้น

ถ้าท่านเล่นกล้ามให้กล้ามเนื้อให้กล้ามเนื้อในแต่ละส่วนโตขึ้น แข็งแรงขึ้น จะทำให้การเผาผลาญพลังงานของท่านเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว การเล่นกล้ามเช่น อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ภายในไม่กี่เดือน จะทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น เท่ากับที่สูญเสียไปใน 5-10 ปี การเล่นกล้ามจึงเป็นวิธีสร้างความหนุ่มสาวให้เกิดขึ้นอย่าง ง่ายๆ และรวดเร็ว

สำหรับผู้หญิงก็สามารถเล่นกล้ามได้ ผู้หญิงอาจจะเลือกเล่นกล้ามโดยไม่ทำให้แลดูน่าเกลียดก็ได้ คือเล่นกล้ามเนื้อที่ไม่มีไครมองเห็นได้ชัดเจนจากภายนอก เช่น กล้ามเนื้อหน้าท้อง ซึ่งจะทำให้ทรวดทรง องค์เอวดีขึ้น หรือถ้าเล่นกล้ามเนื้อหน้าอก ก็จะช่วยเสริมให้เต้านมดูสูงขึ้นเป็นสง่าราศีโดยไม่ต้องไปเสริมเต้าให้เสียเงิน นอกจากนี้ยังมี กล้ามเนื้อแก้มก้น กล้ามเนื้อหลัง ที่สามารถพัมนาให้โตขึ้น เพื่อการเผาผลาญพลังาน เพื่อลดใขมัน กล้ามเนื้อที่ว่า นี้มันซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้า คนอื่นไม่เห็นก็ไม่ต้องกลัวน่าเกลียด ส่วนกล้ามเนื้อแขนกล้ามเนื้อน่องก็เพลาๆลงมาหน่อย อย่าให้มันโตขึ้น

การเล่นกล้ามที่ว่านี้ทำได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินให้ศูนย์ฟิตเนท เพียงซื้อ ดัมเบลล์ ขนาดพอเหมาะซักชุด กับม้านั่งยาวสักตัว ก็สามารถเล่นกล้ามได้เกือบทุกมัดแล้ว

สำหรับคนที่ชอบกิน ถ้าไม่ได้กินแล้วไม่มั่นใจ ขอกินเพื่อให้การเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ก็อาจลองในสิ่งต่อไปนี้ที่ไม่ค่อนอันตรายคือ

+ พริกแดง เคยมีการทดลองที่ญี่ปุ่นพบว่า พริกแดงที่มีรสเผ็ด สามารถเพิ่มเมตาบอลิซึ่มได้ 30 % แต่ข้อเสียคือต้องกินมาก ถ้าคุณเป็นคนชอบกินเผ็ดต้องระวังข้อเสียของมันคือทำให้เรากินข้าวมากขึ้น

+ ชาเขียว ได้รับการทดลองที่ สวิทเซอร์แลนด์ ว่า ถ้ากิน 3 เวลาหลังอาหาร จะเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น 80 แคลอรี่ใน 24 ชั่วโมงเมื่อเปรียบเทียบกับคาแฟอีนชนิดเม็ดหรือยาหลอก

+ คาแฟอีนในกาแฟ ก็เป็นสารอีกตัวหนึ่งที่เพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ กาแฟแก้วนึง (8ออนด์) สามารถเพิ่มเมตาบอลิซึ่มได้นาน 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะถ้ากินก่อนออกกำลังกายจะช่วยทำให้มีชีวิตชีวามากขึ้น คาแฟอีนมีฤทธิ์ไปละลายไขมันออกมาในกระแสเลือด ทำให้มันเป็นอิสระและถูกทำลายได้โดยง่าย

 


มีคนเป็นจำนวนมากที่รักสวยรักงาม รักสุขภาพต้องการลดความอ้วน พยายามแล้วพยายามอีก แต่ไม่ได้ผล ทั้งๆ ที่รู้ทฤษฎีว่าการลดความอ้วนนั้นต้องอาศัยการควบคุมอาหารให้พอดี และการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญอาหาร หลายคนทำการอดอาหารได้เก่ง อดจนหน้าเขียว หน้าเหลือง แต่ขาดการออกกำลังกาย ทั้งนี้เพราะมีอุปสรรคสำคัญคือ อุปสรรคทางจิตวิทยา นั่นเอง

การออกกำลังกายที่จะทำไปได้นานสำหรับคนที่มีใจมุ่งมั่นไม่ต้องใช้เทคนิคมาก แต่สำหรับหลายคนที่ใจยังไม่แข็งเพียงพอต้องอาศัยเทคนิคช่วยบ้าง จึงจะทำไปได้นาน ที่จะยกตัวอย่างต่อไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคนิคหลายอย่างในการออกกำลังกายไม่ให้เซ็ง

เปลี่ยนสถานที่ การออกกำลังจำเจประจำที่อยู่เสมอจะทำให้น่าเบื่อ เช่น การวิ่งหรือ การเดินสายพานในบ้าน ซ้ำซากมันน่าเบื่อ อาจจะทำได้ไม่นาน วิธีทำให้ไม่เซ็งคือ ให้เอาทีวีมาดูไปด้วย วิ่งไปด้วย ถ้าชอบรายการตลกก็เอาวิดีโอตลกมาดูก็จะทำให้เพลิดเพลิน ทำได้ไม่เบื่อ ถ้ามีเงินก็อาจจะเปลี่ยนสถานที่ไปทำที่สปอร์ตคลับ ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมใหม่ มีสาวมีหนุ่มให้มอง มีคนให้เข้าสังคมได้ คุยกันในเรื่องที่สนใจร่วมกัน สำหรับคนที่วิ่งตามละแวกบ้าน วิ่งไปวิ่งมาจนเซ็ง ก็น่าจะเปลี่ยนไปวิ่งตามสวนสาธารณะที่มีทิวทัศน์น่าอภิรมย์ เช่นในกรุงเทพฯ ก็มีสวนลุมฯ สวนจตุจักร สวนรถไฟ สวนหลวงร.9 สวนเหล่านี้ผมเคยไปมาแล้วมีความแตกต่างหลากหลาย มีผลดีต่อจิตวิทยา การออกกำลังกายได้ดีมาก ถ้าคนไม่ชอบวิ่งก็ไปเดินออกกำลังกายได้ ที่เหล่านั้นเดินได้เพลินทำได้นานขึ้น การเปลี่ยนสถานที่ได้ผลดีแน่นอน สิ่งสำคัญคือต้องให้ความสำคัญให้เวลากับการออกกำลังกาย

วิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราออกกำลังได้คือ หาวิธีออกกำลังกายที่เราชอบ เข้ากับนิสัยของเรา เช่น บางคนไม่ชอบวิ่งอย่างเดียวแต่ชอบเล่นกอล์ฟ ก็อาจจะไปเล่นกอล์ฟ ขณะที่เล่นกอล์ฟ ก็ถือโอกาสวิ่งระหว่างช๊อต อย่างเช่นที่จอร์จ บุช (ผู้พ่อ) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯเคยทำได้ผลมาแล้ว ถ้าเราไม่เล่นกอล์ฟเราก็อาจจะไปเล่นแบต เล่นตะกร้อ ตามอัธยาศัย

การเล่นกับเด็ก ก็เป็นของดี บางครั้งถ้าเราเบื่อการวิ่งระยะทาง เราก็อาจจะลองไปเดินตามโรงเรียน ที่มีเด็กๆ เล่นกีฬาแล้วเข้าไปเล่น ทำตัวเป็นเด็กๆ เช่นเล่นบาสเก็ตบอล ฟุตบอล การเล่นแบบนี้ ทำให้เพลิดเพลินเล่นได้นาน ถ้ารู้จักออมแรงก็เล่นได้นานเผาผลาญอาหารได้มาก สิ่งสำคัญคือ อย่าเล่นแบบแพ้ไม่เป็น ต้องปล่อยให้เด็กยิงลูกทำแต้มบ้าง จะได้ไม่เกิดการแข่งขันเครียดมากเกิน สังขารของเรา

นัดคู่ควง การออกกำลังกายถ้ามีใครไปทำเป็นเพื่อนก็จะทำได้ดีขึ้น เช่น การเดิน การวิ่งถ้ามีเพื่อนเดิน เพื่อนวิ่งก็จะเพลิดเพลินทำได้นาน ถ้าเป็นคู่รักกันก็ยิ่งดี วิ่งได้ไม่เหนื่อย ถ้าหาใครไม่ได้ก็อาจจะใช้คู่ครอง ของตายไปเดินวิ่งด้วยกัน ข้อเสียของวิธีนี้คือความแข็งแรง ความอดทนของคนไม่เท่ากันอาจจะทำให้ออกกำลังได้ ไม่เต็มพิกัดความสามารถของเรา แต่การทำน้อยยังดีกว่าไม่ทำ

การเดินการวิ่งระยะทางบางครั้งเรานับจำนวนรอบ นับเวลาเป็นนาที ทำให้รู้สึกว่ามันนาน ต้องฝืนใจมากกว่าจะได้สักรอบ เช่นนับจาก 1 2 3 … 10 นักจิตวิทยาแนะนำว่า บางครั้งถ้าเรานับถอยหลัง จะทำให้รู้สึกว่ามันเร็วขึ้น ระยะทางมันสั้นลง น่าเบื่อน้อยกว่า เหมือนกับการเดินทางไกล ตอนขากลับ เรามักจะรู้สึกว่าระยะทางมันสั้น ถึงบ้านเร็วกว่าตอนขาไป ท่านว่าการกีฬาก็เป็นอย่างนั้น

การช่วยเหลือผู้อื่นทำงาน เช่น การขุดดิน ตัดหญ้า ล้างจาน กวาดบ้าน ซักผ้า ก็อาจจะเป็นการออกกำลังกายที่ดีอย่างหนึ่ง แถมยังได้บุญคุณ หลายคนชอบทำกิจกรรมการกุศล เช่น ช่วยน้ำท่วม ไฟไหม้ ตึกถล่ม อาสาเก็บศพ ฯลฯ การช่วยผู้โชคร้ายเหล่านี้นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้ว ยังช่วยทำให้เราสุขใจที่ได้ทำบุญ และได้รู้สึกว่าเราโชคดีที่ไม่โดนเหตุการณ์อย่างเขา

ผู้สันทัดกรณีแนะนำว่า การใช้เครื่องมือ อาจจะช่วยทำให้การออกกำลังกายน่าสนใจขึ้น เช่น คนที่มีเงินชอบเล่นเทคโนโลยีใหม่ๆ อาจจะทำให้เขาวิ่งได้มากขึ้นถ้าได้รองเท้าแอร์มาสวมใส่ให้นุ่มเท้า หรืออาจจะใช้เครื่องวัดอัตราเต้นหัวใจ วัดระยะทาง วัดการเผาผลาญแคลอรี ใช้วอร์คแมนฟังเพลง ฟังรายการทอล์คโชว์ในขณะวิ่งหรือเดิน ถ้าคุณชอบอย่างนั้นและมีเงินก็น่าจะลองดูนะครับ

การออกกำลังกายจนเป็นนิสัยที่จริงต้องเริ่มตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก คือ ต้องมีพ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นตัวอย่างตัวนำพาเด็กไปออกกำลังกาย ไม่ว่าเด็กหญิงหรือชายถ้าไม่เคยออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็กๆ จะทำให้มีปัญหาทางจิตวิทยา จะไปออกกำลังกายนอกบ้านสักทีก็เขิน กลัวคนเห็นกลัวคนจ้องทรวดทรงองค์เอว กลัวคนนินทาว่าวิ่งไม่เป็น ไม่สวย ต่างๆ นานา ทำให้เป็นอุปสรรคใหญ่ในการออกกำลังกาย

ดังนั้นหลักการสุดท้ายคือ ควรหัดให้ลูกรู้จักการออกกำลังกายตั้งแต่เด็กนะครับ


เตรียมการก่อนเริ่มฟิต
 
สำหรับเพื่อน ๆ สมาคมคนฟิต ไม่ว่าจะเริ่มมาฟิตกันไม่เกินเดือน หรือฟิตกันมานานแล้ว การจะทำอย่างไรให้เราฟิตได้อย่างเหมาะสมและนาน ๆ ตลอดช่วงอายุของเรานี้ต้องอาศัยอะไรบ้าง เราเคยคิดกันบ้างไหม เราคงเคยได้เห็นข่าวคราวที่มีคนเป็นลม เสียชีวิตในสภา เป็นอัมพาตอัมพฤกษ์เมื่อตื่นนอน หรือแม้แต่เสียชีวิตบนเตียงนอน เหล่านี้เป็นเครื่องมือบอกว่าขาดการฟิต แต่บางครั้งเราก็จะได้ข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตขณะออกกำลังกายก็มี สิ่งนี้ก็เป็นการบอกว่าทำตัวเหมือนจะฟิตแต่ไม่ฟิต

การพิจารณาเตรียมตัว ก่อนการออกกำลังกาย ขอแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การตรวจเช็คก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกายประจำวัน

ฉบับนี้ขอเริ่มจากการเตรียมร่างกาย ก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกายที่เหมาะสมกับร่างกาย ลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งการบาดเจ็บ และป่วย เพื่อสะดวกในการจัดกิจกรรมออกกำลังกายที่เหมาะสม อันได้แก่ โรคหัวใจ เจ็บแน่นหน้าอก ความดันโลหิตสูง ประวัติโรคหัวใจในครอบครัว ไขมันในเลือดสูง เหล่านี้ ก็จะช่วยในการจัดกิจกรรมการออกกำลังกายที่เหมาะสม โดยถ้าเป็นโรคหัวใจ การออกกำลังกายควรให้อยู่ในระดับประมาณ 70% ของการเต้นหัวใจสูงสุด และการออกกำลังกายที่มีการกลั้นลมหายใจ การยกน้ำหนักมาก ๆ ก็ไม่ควรที่จะกระทำ

เบาหวาน โรคเลือด ซีด กลุ่มโรคเบาหวาน โรคเลือด การออกกำลังกายที่จะจัดให้ ก็ไม่ควรที่มีการกระแทก หรือบาดเจ็บได้ง่าย และยังต้องระวังเกี่ยวกับการเหนื่อยง่ายอีกด้วย

การเจ็บป่วยของกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ในกรณีที่เคยมีกระดูกหักไม่เกิน 3 เดือน การออกกำลังกายบริเวณนั้น ก็จะต้องระมัดระวัง หรือถ้ามีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อหรือเอ็น ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนการออกกำลังกายเช่นเดียวกัน

พฤติกรรมการออกกำลังกาย การออกกำลังกายหนัก ระยะเวลา เช่น ผู้ที่ชอบออกกำลังกายหนักมาก ๆ หรือกลุ่มที่ชอบโชว์ความสามารถ กลุ่มนี้จะต้องระมัดระวังการบาดเจ็บอย่างมาก

นั่นคือถ้าเราไม่มีโรคดังที่กล่าวมาข้างต้น เราเองก็พร้อมที่จะเริ่มออกกำลังกายได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ถ้าเรามีโรคดังกล่าวเราก็ยังสามารถที่จะออกกำลังกายเพื่อความฟิตได้ แต่ควรพบแพทย์ หรือไปศูนย์สุขภาพที่มีทีมงานคอยดูแลเอาใจใส่ และป้องกันปัญหาได้

การจะฟิตต้องประกอบด้วย ความพร้อมทางด้านจิตใจ เพราะจะฟิตได้จะต้องมีเวลา และวินัยในการออกกำลังกายพอสมควร หรือคำย่อที่เรามักจะใช้คือ F.I.T. (frequency intensity time) คือ อย่างน้อยต้องออกกำลังกาย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ในระดับความเหนื่อยหรือหนัก ไม่น้อยกว่า 65% ของความสามารถที่เราทำได้ และไม่ต่ำกว่า 30 นาที และที่สำคัญในช่วงแรก จะมีการปวดเมื่อยของร่างกายบ้าง ถ้าเรายอมเสียตั้งแต่ขั้นตอนนี้แล้ว โอกาสที่เราจะฟิตก็จะหายได้ ตลอดจนจะต้องมีวินัยกับตนเองพอสมควร เนื่องจากการออกกำลังกายต่อเนื่องได้ยาวนาน 3 เดือน ไม่ง่ายนัก แต่ถ้าเราทำได้แล้ว ก็จะเป็นกิจวัตรอีกประการหนึ่งที่เราพร้อมและเต็มใจทำ

การหาพันธมิตร ผู้ที่จะฟิตร่างกายได้ดี จะต้องมีมิตรที่ดีด้วย มิตรที่เล่นกีฬา หรือออกกำลังกายเหมือนเรา ไม่ชวนเราหลบไปพักผ่อนหรือหากิจกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น สูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าจัด การมีมิตรเหล่านี้เอง จะช่วยให้เราคงอยู่ในกิจกรรมได้ จนกระทั่งสร้างเป็นกิจวัตร ในช่วงแรก ๆ อาจจะอาศัยศูนย์สุขภาพที่มีคนสนใจ ออกกำลังกายเหมือนกันมารวมกัน หรืออาจจะไปร่วมกิจกรรมที่สวนลุมพินี หรือสวนจตุจักรในช่วงเช้า ๆ

เป็นไงบ้างครับในการที่เราจะเริ่มฟิตนี้ ไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่ก็จะไม่ง่ายนักเช่นเดียวกัน และสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพในเบื้องต้น การตรวจร่างกาย วัดชีพจร เพื่อดูอัตราการเต้นขณะพัก และจังหวะการเต้นการวัดความดันโลหิต หรือการตรวจร่างกายพิเศษ อาจจะเป็นสิ่งจำเป็น ได้แก่ การวัดระดับไขมันในเลือด (cholesterol, HDL, triglyceridel) การวัดระดับน้ำตาลในเลือด โดยอดอาหารมาก่อน(fasting blood sugar) การตรวจคลื่นหัวใจ และการตรวจคลื่นหัวใจพร้อมออกกำลังกาย

แต่อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายที่ดีควรจะต้องมีการแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะอุ่นเครื่อง เริ่มด้วยออกกำลังกายด้วยกิจกรรมที่เบา ๆ ก่อนเพื่อเป็นการเตือน ให้ร่างกายพร้อมสำหรับการออกกำลังกาย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ไม่ควรเริ่มวันแรกด้วย กิจกรรมหนัก จะก่อให้เกิดการบาดเจ็บ ต่อกล้ามเนื้อและหัวใจได้ง่าย

ตลอดจน ออกกำลังกายควรจะให้ร่างกายมีอัตราการเต้นที่เหมาะสมคือ (220-อายุ)*0.65 เป็นการเริ่มต้นในช่วงอาทิตย์แรก และไม่ควรน้อยกว่า 20 นาที และก็อย่าให้เกินกว่า 60 นาที สำหรับผู้สูงอายุและเริ่มวันแรก อาจจะเริ่มด้วยการเดินเร็ว สลับกับการเดินก็ได้ สำหรับหนุ่มสาวอาจจะเป็น การวิ่งสลับการเดินก็ได้

ควรจะมีการลดระดับการออกกำลังกาย ก่อนที่จะเลิกสักประมาณ 5-10 นาที เป็นอย่างน้อย เพื่อให้เลือดได้มีโอกาสไหลเวียนสู่ส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม

 

 

มาฟิตกันดีกว่า
 
ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะเป็นใครก็ตาม ท่านผู้อ่านก็คงจะทราบดีว่าการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ มีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งถ้าจะพูดถึงในแง่ของทฤษฎีแล้ว การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ จะทำให้ร่างกาย มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น ความทนทานที่เกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อ และระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ความอ่อนตัวดีขึ้น และความสัมพันธ์ ระหว่างระบบประสาทกับระบบกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพดีขึ้น นอกจากนั้น การออกกำลังกายยังช่วยปรับปรุงให้บุคลิกลักษณะ ของผู้ออกกำลังกายดูดีขึ้นด้วย การศึกษาวิจัยอย่างมากมาย เกี่ยวกับการออกกำลังกายได้บ่งชี้ไว้ว่าการ ออกกำลังกายยัง สามารถช่วยลดความเหนื่อย ความวิตกกังวล อาการเจ็บปวดเล็กๆ น้อยๆ ของกล้ามเนื้อและทำให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมอีกด้วย

ธรรมชาติได้สร้างร่างกายของมนุษย์ให้มีความเพลิดเพลิน กับการออกกำลังกาย ถ้าท่านผู้อ่านพลาดและไม่มีโอกาสทำในสิ่งที่ธรรมชาติให้มา ผู้เขียนก็คิดว่าท่านผู้อ่านน่าจะขาดประสบการณ์ที่ดีๆ ในชีวิตไปบ้าง ไม่มากก็น้อยและยิ่งไปกว่านั้น นับวันร่างกายของท่านผู้อ่าน ที่ไม่ได้ออกกำลังกายก็จะยิ่งเสื่อมโทรมลง และคราวนี้แหละครับ โรคภัยไข้เจ็บก็จะเริ่มเข้ามาทักทายถามหา อย่างไรก็ดีสิ่งที่ร่างกายของมนุษย์ ทุก ๆ คนหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การเสื่อมโทรมลงของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย เช่นเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น เนื้อหนังก็จะเริ่มเหี่ยวย่น ไหล่จะเริ่มตก ร่างกายจะดูขาดความกระปรี้กระเปร่า ข้อต่อและกระดูกทำงานไม่คล่องตัว ใบหน้าเหี่ยวย่นและเหนื่อยง่าย เป็นต้น ถึงแม้ว่าสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และจะเกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคนก็ตาม แต่เราก็สามารถที่จะชะลอให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นช้าลง และสิ่งหนึ่งที่จะช่วยไม่ให้ร่างกายเสื่อมโทรมลงเร็วเกินไปก็คือ การออกกำลังกายนั่นเอง

เมื่อมนุษย์เรามีอายุมากขึ้น ร่างกายควรจะต้องมีการดูแลรักษา ให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ เนื้อเยื่อของร่างกาย ควรจะต้องได้รับอาหารที่ครบถ้วนตามหมู่เหล่าด้วยจำนวนที่พอเพียง และร่างกายสามารถที่จะขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจ